ทำความรู้จักกับ
หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

ความเป็นมา

“เศรษฐกิจพอเพียง” เป็นปรัชญาที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระราชทานให้แก่ปวงชนชาวไทย
ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๔o เพื่อเป็นแนวทาง ในการดํารงชีวิต และส่งเสริมการพัฒนาที่สมดุล ครอบคลุม และยั่งยืน

คํานิยาม

ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ตั้งอยู่บนพื้นฐานของ “ความพอประมาณ” “ความมีเหตุผล” และ “การมีภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี”
โดยอาศัยความรู้และคุณธรรมประกอบในการตัดสินใจ และพัฒนา ทุกคน ทุกครอบครัว ทุกชุมชน และทุกภาคส่วนสามารถนําปรัชญานี้ไปประยุกต์ใช้ ในทุกบริบทและภายใต้สถานการณ์ที่แตกต่างกัน

หลัก ๓ ห่วง ๒ เงื่อนไข

เป้าหมาย

การประยุกต์ใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างการพัฒนาที่มีประสิทธิภาพ
โดยการพัฒนาความสามารถในการรับมือกับความท้าทายที่อาจเกิดขึ้นจากความเปลี่ยนแปลงของสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม

หลักการ

เศรษฐกิจพอเพียงเน้นย้ําถึงความสำคัญของทางสายกลางในการพัฒนาทุกระดับโดยให้ความสำคัญ
ต่อหลักการสำคัญ ๓ ประการ ของการพัฒนาอย่างยั่งยืน และการเน้นคนเป็นศูนย์กลาง

ห่วง

ความพอประมาณ

ความพอดีต่อความจำเป็นและเหมาะสมกับฐานะของตนเอง สังคม และสิ่งแวดล้อม รวมทั้งวัฒนธรรม
ในแต่ละท้องถิ่นไม่มากเกินไป ไม่น้อยเกินไปต้องไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น และเป็นการบริหารทรัพยากรให้เกิดการใช้อย่างมี ประสิทธิภาพที่สุด

ความมีเหตุผล

การตัดสินใจเกี่ยวกับระดับของความพอเพียง ที่เป็นไปอย่างมีเหตุผลตามหลักวิชาการ
หลักกฎหมาย หลักคุณธรรม และวัฒนธรรมที่ดีงามโดยคำนึงถึงปัจจัยที่เกี่ยวข้องและผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้น
จากการกระทำนั้นๆ อย่างรอบคอบ ถ้วนถี่

“รู้จุดอ่อน จุดแข็ง โอกาส อุปสรรค” และ “รู้เขารู้เรารู้จักเลือกนำสิ่งที่ดีและเหมาะสมมาประยุกต์ใช้”

การมีภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี

การเตรียมตัวให้พร้อมรับผลกระทบและการเปลี่ยนแปลงด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม
และวัฒนธรรมจากทั้งในประเทศและต่างประเทศที่จะเกิดขึ้น
เพื่อให้สามารถบริหารความเสี่ยงปรับตัวและรับมือได้อย่างทันท่วงที

เงื่อนไข

ความรอบรู้

มีความรู้เกี่ยวกับวิชาการต่าง ๆ อย่างรอบด้าน มีความรอบคอบที่จะนำความรู้เหล่านั้นมาพิจารณาให้เชื่อมโยงและสัมพันธ์กัน

คุณธรรม

มีคุณธรรมในการดำเนินชีวิต โดยเน้นความอดทน ความเพียร สติ ปัญญา และความรอบคอบ

ขั้นตอนของการพัฒนาเชิงพื้นที่อย่างยืน

๑. วิเคราะห์พื้นที่

เพื่อให้ทราบข้อมูลภูมิสังคมโดยละเอียด (ภูมิประเทศ ประวัติศาสตร์
ภูมิอากาศ วัฒนธรรม ประเพณี และอาชีพ ฯลฯ)

๒. สำรวจเพื่อให้ทราบถึงปัญหา

หรือประเด็นที่ต้องการจะพัฒนา

๓. ศึกษาหาองค์ความรู้

ใช้หลักวิชาการนำองค์ความรู้ที่ได้รับมาแก้ไขหรือพัฒนาในพื้นที่

๔. สื่อสารประเด็น

ที่ต้องการจะพัฒนาให้กับคนในพื้นที่ได้รับทราบ และเข้ามามีส่วนร่วม
รวมถึงค้นหาผู้นำการเปลี่ยนแปลง
ทั้งผู้นำธรรมชาติและผู้นำที่จัดตั้งขึ้น

๕. ดำเนินการพัฒนาในพื้นที่

และติดตามประเมิผลอย่างต่อเนื่อง

๖. ขยายผลการพัฒนา

ให้คนในพื้นที่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายการพัฒนา

๗. สร้างต้นแบบความสำเร็จ

ในแต่ละพื้นที่และขยายผลการพัฒนาในพื้นที่นั้น ๆ

๘. ติดตามการพัฒนาของชุมชน

อย่างต่อเนื่องและพร้อมเปิดรับการเรียนรู้ใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้น
เพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

๙. พัฒนาศักยภาพ

คนในพื้นที่ให้เกิดกระบวนการแก้ไขปัญหา และพัฒนาได้ด้วยตนเอง

การประยุกต์ใช้ หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงใประเทศไทย

รัฐธรรมนูญ

ในประเทศไทย หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงได้รับการบูรณาการและเป็นส่วนหนึ่งของรัฐธรรมนูญตลอดจนแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติในมาตรา ๘ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยว่า

“รัฐต้องส่งเสริม และสนับสนุนการดำเนินงานภายใต้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง”

แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

ตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๔๐ เป็นต้นมา หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงได้นำมาใช้เป็นแนวทางการพัฒนาประเทศของประเทศไทย

แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๙ ( พ.ศ.๒๕๔๕ – ๒๕๔๙ ) ได้ระบุให้ใช้
ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเป็นแนวทางในการพัฒนาประเทศเป็นครั้งแรก และจนถึงฉบับ ๑๒ พ.ศ. ๒๕๖๐ – ๒๕๖๔ )

เศรษฐกิจพอเพียงในระดับประเทศ

จัดตั้งศูนย์การเรียนรู้ขึ้น ๖ แห่ง ทั่วประเทศ ซึ่งทำหน้าที่เป็นต้นแบบเพื่อใช้เป็นแหล่งศึกษาหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

ปัจจุบันหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
ถูกนำมาใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาอย่างยั่งยืนของประเทศไทยในทุกระดับโดยเกิดชุมชนพอเพียงขึ้นมากกว่า ๒๔,๐๐๐ แห่ง โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริมากกว่า ๔,๐๐๐ โครงการ และศูนย์การเรียนรู้ ๖ แห่งทั่วประเทศที่ดำเนินการแก้ไขปัญหาเฉพาะในแต่ละพื้นที่เพื่อให้เกิดความเหมาะสมตามแต่ละท้องถิ่น

ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ๖ แห่ง

๑. ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อน
อันเนื่องมาจากพระราชดำริ
จังหวัดฉะเชิงเทรา
๒. ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทราย
อันเนื่องมาจากพระราชดำริ
จังหวัดเพชรบุรี
๓. ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบน
อันเนื่องมาจากพระราชดำริ
จังหวัดจันทบุรี
๔. ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพาน
อันเนื่องมาจากพระราชดำริ
จังหวัดสกลนคร
๕. ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้
อันเนื่องมาจากพระราชดำริ
จังหวัดเชียงใหม่
๖. ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทอง
อันเนื่องมาจากพระราชดำริ
จังหวัดนราธิวาส

การประยุกต์ใช้ระดับบุคคลและชุมชน

ตัวอย่างความสำเร็จการน้อมนำ SEP ไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาชุมชน ทั้งการบริหารงานในชุมชนและการสร้างความเจริญเติบโตในระดับครัวเรือน

การใช้ประยุกต์ใช้ในภาคเกษตรกรรม

“ทฤษฎีใหม่” คือ รูปธรรมของการพัฒนาภายใต้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
ซึ่งให้ความสำคัญกับการคิดแบบองค์รวมและการพัฒนาแบบเป็นขั้นเป็นตอนโดยมุ่งบริหารจัดการทรัพยากร
ที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดและเกื้อหนุนกัน โดยแบ่งเป็น ๓ ขั้น ดังนี้

ทฤษฎีใหม่ ขั้นที่ ๑ (ขั้นพื้นฐาน)

การจัดการปัจจัยพื้นฐานการผลิตและวางแผนการผลิตให้เกิดความ “พอมี พอกิน” ในครัวเรือน โดยแก้ปัญหาเรื่อง “น้ำ” และวางแผน “ที่ดิน” ให้สามารถผลิตอาหารให้พอกินในระดับครัวเรือน
โดยแบ่งพื้นที่ในอัตราส่วน ๓๐ : ๓๐ : ๓๐ : ๑๐
๓๐% ส่วนที่ ๑ ขุดสระน้ำเพื่อเลี้ยงปลา และใช้ในการเกษตร รวมถึงการปลูกข้าว
๓๐% ส่วนที่ ๒ ทำนาเพื่อให้พอกินในครัวเรือน
๓๐% ส่วนที่ ๓ ปลูกพืชไร่ พืชสวน ไม้ผล ไม้ยืนต้น ไม้ใช้สอย ไม้สร้างบ้าน พืชผัก สมุนไพร ฯลฯ
๑๐% ส่วนสุดท้าย เป็นที่อยู่อาศัยและอื่น ๆ

ทฤษฎีใหม่ ขั้นที่ ๒ (ขั้นกลาง)

เมื่อเกิดความมั่นคงขั้นพื้นฐานแล้ว ควรส่งเสริมให้เกิดการรวมกลุ่มในระดับชุมชนในรูปแบบของวิสาหกิจชุมชนหรือสหกรณ์ เพื่อการร่วมผลิต
หรือ จัดหาปัจจัยการผลิตร่วมกัน การทำการตลาด การจัดตั้งกองทุนด้านต่าง ๆ เพื่อดูแลสวัสดิการสังคม การศึกษา สาธารณสุข และศาสนา
โดยการดำเนินงานดังกล่าวควรเกิดจากการมีส่วนร่วมของคนในชุมชน

ทฤษฎีใหม่ ขั้นที่ ๓ (ขั้นก้าวหน้า)

คือ การประสานหน่วยงานหรือแหล่งทุน เช่น ธนาคารหรือบริษัทเอกชน เพื่อการลงทุนและ/ยกระดับคุณภาพชีวิต โดยทั้งสองฝ่ายต่างได้รับประโยชน์ร่วมกัน เช่น บริษัทเอกชนได้รับผลิตผลจากเกษตรกรโดยตรงหรือกลุ่มเกษตรกรเข้าเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานของบริษัท เป็นต้น

การประยุกต์ใช้ในภาคธุรกิจ

การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วที่เกิดจากโลกาภิวัตน์
ทำให้องค์กรธุรกิจต้องรับรู้และปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงในระดับท้องถิ่นและระดับโลก
โดยการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันผ่านนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่เหมาะสม
พร้อมกับฝึกการบริหารความเสี่ยง การบริหารธุรกิจ เสียงต้องยึดหลักธรรมาภิบาลที่ดี
บริษัทยังพยายามยกระดับกิจกรรมความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร (CSR) เพื่อประโยชน์ต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมมากขึ้น