COVID-19

Response and International
Development Cooperation

ภาพรวม

ตั้งแต่ต้นปี 2563 โลกเริ่มรับรู้รับทราบถึงการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ที่เกิดจากไวรัสสายพันธุ์ใหม่ที่ยังไม่เคยมีใครรู้จักมาก่อน และยังไม่มีทั้งยาหรือแนวทางรักษาที่ชัดเจน รวมถึงวัคซีนป้องกัน ต่อมาองค์การอนามัยโลก (WHO)
ได้ประกาศให้ COVID-19 เป็นการระบาดใหญ่ระดับโลก หรือ Global Pandemic อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 12 มี.ค. 2563
(การระบาดใหญ่หมายถึง การเพิ่มขึ้นของการแพร่กระจายในวงกว้างทำให้โอกาสในการเสียชีวิตเพิ่มขึ้น)

เมื่อประเทศไทยสามารถรับมือกับการแพร่ระบาดของ
COVID-19 ได้ในระดับหนึ่งแล้ว แต่ประเทศเพื่อนบ้าน
ยังคงเผชิญกับวิกฤตการแพร่ระบาดของโรคอย่างต่อเนื่อง
กรมความร่วมมือระหว่างประเทศจึงได้ผลักดันกิจกรรมเชิงรุกภายใต้แผนงานความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านในการรับมือกับโรค COVID-19 บนหลักการที่ว่า การแก้ไขปัญหาได้อย่างยั่งยืนที่สุดนั้นจะต้องมีความร่วมมือระหว่างประเทศเป็นกำลังเสริมสำคัญที่จะช่วยให้เราสามารถรับมือกับโรคระบาดได้โดยหลักการที่ว่า หากประเทศเพื่อนบ้านเราปลอดภัย
ประเทศไทยก็จะปลอดภัยเช่นกัน

ที่ผ่านมาไทยถือว่าประสบความสำเร็จในการควบคุมการระบาดของโรคได้อย่างดีและได้รับความชื่นชมจากประเทศต่าง ๆ
ทั้งประเทศที่พัฒนาแล้วและประเทศที่กำลังพัฒนาถึงระบบและโครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณสุขของไทยที่มีประสิทธิภาพในการเข้าถึงประชาชนทำให้สามารถควบคุมการระบาดดังกล่าวได้

แผนงานความร่วมมือเพื่อการพัฒนาไทย-ประเทศเพื่อนบ้าน สาขาสาธารณสุข

เชียงราย
บ่อแก้ว
หนองคาย
นครหลวงเวียงจันทน์
หนองคาย
นครหลวงเวียงจันทน์
มุกดาหาร
สะหวันนะเขต
อุบลราชธานี
จำปาสัก
อุบลราชธานี
พระวิหาร
สุรินทร์
อุดรมีชัย
สระแก้ว
บันเตียเมียนเจย
ตราด
เกาะกง
ระนอง
เกาะสอง
กาญจนบุรี
ทวาย
ตาก
เมียวดี
เชียงราย
ท่าขี้เหล็ก
เชียงราย
บ่อแก้ว
หนองคาย
นครหลวงเวียงจันทน์
หนองคาย
นครหลวงเวียงจันทน์
มุกดาหาร
สะหวันนะเขต
อุบลราชธานี
จำปาสัก
อุบลราชธานี
พระวิหาร
สระแก้ว
บันเตียเมียนเจย
สุรินทร์
อุดรมีชัย
ตราด
เกาะกง
ระนอง
เกาะสอง
กาญจนบุรี
ทวาย
ตาก
เมียวดี
เชียงราย
ท่าขี้เหล็ก

จังหวัดชายแดนไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน

ไทย-สปป.ลาว

12

จังหวัด

ไทย – กัมพูชา

7

จังหวัด

ไทย – เมียนมา

10

จังหวัด

ประเด็นท้าทายด้านสาธารณสุขกับประเทศเพื่อนบ้าน

  1. โรคติดต่อ โรคอุบัติใหม่ โรคอุบัติซ้ำ
  2. อนามัยแม่และเด็กและการวางแผนครอบครัว
  3. การลักลอบนำเข้า-ส่งออกผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ไม่ได้มาตรฐาน
  4. ชนกลุ่มน้อยเข้าไม่ถึงระบบบริการสาธารณสุข
  5. การอพยพแรงงานต่างด้าวและเคลื่อนย้ายสินค้าผ่านแดน
  6. การติดตามและบริหารจัดการข้อมูลโรค
  7. ภาระค่าใช้จ่ายของสถานบริการสาธารณสุขชายแดนไทย
ที่มาของโครงการ

การเคลื่อนย้ายแรงงานข้านแดนชาติเข้ามาทำงานในไทย ส่งผลให้มีการรักษา พยาบาลเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะตามแนวชายแดนมีแรงงานต่างด้าวและประชาชนประเทศเพื่อนบ้านที่อยู่ใกล้ชายแดนไทยเข้ามาใช้บริการในโรงพยาบาลของไทย
จึงทำให้มีความจำเป็นที่ต้องร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านในการป้องกัน และควบคุมโรคติดต่อและโรคอุบัติใหม่

วัตถุประสงค์ของโครงการ

1. เพื่อสร้างความตระหนักและเตรียมความพร้อมสำหรับการรับมือกับโรคติดต่อ และโรคอุบัติใหม่ตามแนวชายแดน

2. เพื่อเป็น Model ความร่วมมือระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน ที่ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายทั้งชาวไทยและแรงงานข้ามชาติ

แผนงานโครงการ

ถ่ายทอดความรู้เพื่อสร้าง
ความตระหนักเชิงป้องกัน

พัฒนาการจัดบริการสุขภาพของประเทศเพื่อนบ้าน

พัฒนาระบบส่งต่อผู้ป่วยระหว่างประเทศ

จัดตั้งศูนย์ประสานงาน และแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านสาธารณสุข ระหว่างคู่จังหวัดในพื้นที่เป้าหมาย

พัฒนาบุคลากรด้านสาธารณสุขของประเทศเพื่อนบ้าน

อบรมอาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.)

ติดตาม/ประเมินผล

ซ้อมแผนตอบโต้ภาวะฉุกเฉิน

การดำเนินงานในสถานการณ์การแพร่ระบาด
ของโรค COVID-19

Smart Prevention

Smart Response

Contact tracing

ระบบ สธ. เข้มแข็ง

การพัฒนาศักยภาพห้องปฏิบัติการและการสนับสนุนอุปกรณ์ห้องปฏิบัติการ

ภายใต้แผนงานโครงการความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านเพื่อรับมือโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19)

ระยะสั้น: การถ่ายทอดองค์ความรู้

TICA ได้ริเริ่มกิจกรรมแลกเปลี่ยนและถ่ายทอดองค์ความรู้โดยการจัดอบรม online ให้แก่บุคลากรทางการแพทย์ และบุคลากรสาธารณสุขของประเทศเพื่อนบ้านและประเทศอื่น ๆ ในหัวข้อต่าง ๆ เกี่ยวกับ COVID-19 นอกจากนี้ยังได้จัด Medical Consultation ซึ่งเป็นการให้คำปรึกษาทางการแพทย์เฉพาะทางสำหรับบุคลากรทางการแพทย์ โดยเน้นการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้เรื่องแนวเวชปฏิบัติของไทย หรือ
Clinical Practice Guideline ซึ่งเป็นแนวทางการรักษาผู้ป่วย COVID-19 ที่กระทรวงสาธารณสุขไทยได้จัด

นอกจากนี้ TICA ยังได้จัดทำ Platform online หรือ “TICA’s Knowledge Bank on COVID-19” ซึ่งเป็นช่องทางออนไลน์ที่ให้ประเทศเพื่อนบ้านและประเทศอื่น ๆ สามารถเรียนรู้ประสบการณ์ของไทยด้านการบริหารจัดการโรค COVID-19 ทั้งทางด้านสาธารณสุขและทางการแพทย์
โดยผู้ที่สนใจสามารถเข้ามารับชมและรับฟังผ่านทาง YouTube ช่อง TICA Cooperation และ Podcast ของกรมความร่วมมือฯ ตาม link ข้างล่างนี้

ระยะกลาง: การสนับสนุนอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็นเร่งด่วน

ฝ่ายไทยได้ให้การสนับสนุนอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่มีความจำเป็นเร่งด่วนในการรับมือกับโรค COVID-19 ให้แก่ประเทศเพื่อนบ้าน อาทิ ชุด PPE หน้ากากอนามัย เครื่อง Arterial Blood Gas Analyzer ยา Favipiravir เครื่องผลิตออกซิเจน
เครื่องวัดความเข้มข้นออกซิเจน เครื่อง X-Ray เครื่อง Patient Monitor เป็นต้น รวมมูลค่าการสนับสนุนมากกว่า ๕๐ ล้านบาท

ซึ่งนอกเหนือจากการสนับสนุนอุปกรณ์ทางการแพทย์แล้ว ยังได้จัดฝึกอบรมการใช้อุปกรณ์และวางระบบต่าง ๆ เช่น การวางระบบห้อง ICU สำหรับ รพ. เด็ก สปป. ลาว เป็นต้นนอกจากนี้ ภายใต้แผนงานระยะกลาง กรมความร่วมมือร่วมกับกรมควบคุมโรคได้จัดฝึกอบรมหลักสูตร International Field Epidemiology Training Program (IFETP) ซึ่งเป็นหลักสูตรที่มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนานักระบาดวิทยา
ให้แก่ประเทศเพื่อนบ้านประเทศละ ๓ คน โดยในปี ๒๕๖๔

ได้มีแพทย์จากเมียนมาเข้ามาศึกษาในหลักสูตรนี้ ๑ คน คือ Dr. Sein Hlyan Bo โดยผู้ที่ได้รับการอบรมจะเป็น Trainer สามารถให้ถ่ายทอดองค์ความรู้เพื่อสร้างนักระบาดวิทยาต่อไปในประเทศเพื่อนบ้านได้ และจะมีการฝึกอบรมต่อเนื่องสำหรับรุ่นที่ ๒ ในปี ๒๕๖๕ นี้

บุคลากรทางการแพทย์ที่เข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตรนี้จะเป็นเครือข่ายการประสานงานด้านระบาดวิทยาระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้านต่อไปในอนาคต ซึ่งเป็นกลไก ที่จะเป็นประโยชน์หากมีการระบาดของโรคต่าง ๆ เกิดขึ้น ในระดับประชาชน กรมความร่วมมือ ร่วมกับกรมควบคุมโรคพัฒนาหลักสูตรสำหรับเครือข่ายอาสาสมัครแรงงานข้ามชาติ ด้านระบาดวิทยาเพื่อเฝ้าระวังป้องกันควบคุมโรคและติดตามสอบสวนโรค เพื่อเตรียมความพร้อมให้อาสาสมัครแรงงานข้ามชาติมีความรู้และทักษะด้านระบาดวิทยา ในการเฝ้าระวัง ป้องกัน ควบคุมโรค ติดตามสอบสวนโรค

โดยสามารถนำองค์ความรู้ที่ได้รับจากการฝึกอบรมนี้มาใช้ในงานทางด้านสาธารณสุขในประเทศของตนเพื่อรับมือการระบาดตามมาตรฐานสากลในอนาคต ซึ่งจะเป็นการวางระบบการควบคุมโรคที่ จะเป็นระบบเดียวกับประเทศไทย ต่อเนื่องไปยังประเทศเพื่อนบ้าน
ซึ่งจะส่งผลต่อประสิทธิภาพในการควบคุมโรคระบาดในไทยและประเทศเพื่อนบ้านได้อย่างดี

บทสัมภาษณ์ Dr. Sein Hlyan Bo หรือคุณหมอโบ ผู้รับทุน TICA ชาวเมียนมา
ที่เข้ารับการอบรมหลักสูตร International Field Epidemiology Training Program: EID Track

ระยะยาว: การเตรียมความพร้อมในการวางระบบเพื่อรับมือกับโรค COVID-19 และโรคอุบัติใหม่ต่าง

การพัฒนาศักยภาพการตรวจเชื้อของห้องปฏิบัติการทั้งตามแนวชายแดน โดยฝ่ายไทย (กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์) เป็นผู้ออกแบบอุปกรณ์ และห้องปฏิบัติการที่สามารถใช้งานได้จริงและมีประสิทธิภาพสูง และพัฒนาเป็นรูปแบบ solution / model ห้องแลปของไทย ซึ่งไม่ใช่งบประมาณมาก แต่สามารถใช้งานได้จริง

โดยฝ่ายไทยจัดซื้ออุปกรณ์ห้องแลป RT-PCR ให้แก่ประเทศเพื่อนบ้านใน ๖ พิ้นที่ ดังนี้
๑) เมียนมา ๒ พื้นที่ ได้แก่ National Health Laboratory ที่กรุงย่างกุ้ง และ รพ. เมียวดี
๒) กัมพูชา ที่ รพ. ปอยเปต และ
๓) สปป. ลาว ๓ พื้นที่ ได้แก่ รพ. แขวงบ่อแก้ว แขวงไซยะบุรี และแขวงคำม่วน รวมมูลค่าการสนับสนุนประมาณ ๒๑ ล้านบาท ซึ่งพื้นที่ที่ฝ่ายไทยให้การสนับสนุนเป็นพิเศษ

จะเป็นพื้นที่ชายแดน เนื่องจากจะสามารถควบคุมการระบาดของพื้นที่ชายแดน ที่มีการเคลื่อนย้ายของประชาชนและแรงงานจำนวนมากได้ นอกจากนี้ สำหรับการพัฒนาในพื้นที่เมืองหลวง เช่นในกรณีของ National Health Laboratory ที่กรุงย่างกุ้ง นั้น เพื่อช่วยพัฒนาให้แลปกลางของ เมียนมา เป็นแลปมาตรฐานหรือ reference lab ต่อไปในอนาคต

The Mysterious Case of Car Design
Porsche Sees Opportunity Fom Digital Revolution
How much is that old Volkswagen worth, anyway?
Ford Shelby GT350 Lives On for Another Year
Engine Reliability: The Top 10 Brands
Engine Reliability: The Top 10 Brands
Engine Reliability: The Top 10 Brands
Engine Reliability: The Top 10 Brands
Engine Reliability: The Top 10 Brands
Engine Reliability: The Top 10 Brands
Engine Reliability: The Top 10 Brands
Engine Reliability: The Top 10 Brands
Engine Reliability: The Top 10 Brands
previous arrow
next arrow
The Mysterious Case of Car Design
Porsche Sees Opportunity Fom Digital Revolution
How much is that old Volkswagen worth, anyway?
Ford Shelby GT350 Lives On for Another Year
Engine Reliability: The Top 10 Brands
Engine Reliability: The Top 10 Brands
Engine Reliability: The Top 10 Brands
Engine Reliability: The Top 10 Brands
Engine Reliability: The Top 10 Brands
Engine Reliability: The Top 10 Brands
Engine Reliability: The Top 10 Brands
Engine Reliability: The Top 10 Brands
Engine Reliability: The Top 10 Brands
previous arrow
next arrow
TICA พัฒนาทั่วโลก ตอน “กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์กับนวัตกรรมตู้คอนเทนเนอร์ตรวจเชื้อไวรัสโคโรนา 2019”
พบกับ อธิวัฒน์ ปริมสิริคุณาวุฒิ
นักวิจัยกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์มาเดินสายตรวจตู้คอนเทนเนอร์สำเร็จรูปสำหรับตรวจหาเชื้อไวรัสโคโรนา 2019

วิถีใหม่ของการถ่ายทอดองค์ความรู้

YouTube
1. User Manual EXM3000 Nucleic acid extraction
PlayPlay
YouTube
2. Repacking EXM3000
PlayPlay
YouTube
3. Unlock EXM300
PlayPlay
YouTube
4. MA6000 Guide
PlayPlay
YouTube
5. Sansure Covid19 result exportation
PlayPlay
YouTube
6. Reagent preparation and MA6000 guide
PlayPlay
previous arrow
next arrow

อย่างที่ทุกคนทราบกันดีว่า ที่ผ่านมา เมื่อไหร่ก็ตามที่ TICA จัดส่งอุปกรณ์ให้ประเทศคู่ร่วมมือ เราจะต้องส่งผู้เชี่ยวชาญไปติดตั้ง
และวางระบบถึงประเทศนั้น ๆ เพื่อทำให้แน่ใจว่า อุปกรณ์ที่ TICA จัดส่งไป จะถูกนำมาใช้ได้อย่างถูกต้องและเต็มประสิทธิภาพ
ทว่า เมื่อมีการระบาดของโรค COVID-19 ซึ่งทำให้เราไม่สามารถเดินทางข้ามประเทศได้ TICA จึงต้องคิดหาวิธีว่าจะทำอย่างไร
เพื่อให้โครงการของเราก็ต้องดำเนินต่อไป

คลิปวิดีโอด้านบนเป็นตัวอย่างของการดำเนินงานโครงการทางด้านสาธารณสุข ที่ TICA ได้ร่วมมือกับกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์
โดยการจัดทำคลิปวิดีโอคู่มือการติดตั้งและวางระบบอุปกรณ์ห้องปฏิบัติการ RT-PCR สำหรับการตรวจเชื้อไวรัส COVID-19 และ
โรคอุบัติใหม่อื่น ๆ ในอนาคต แทนการส่งผู้เชี่ยวชาญเดินทางไปติดตั้ง ซึ่งทำให้การดำเนินงานของเราไปต่อ ไม่สะดุด ภายใต้ วิถีใหม่ แห่งการทำงาน ในโลกที่การเดินทางไม่ง่ายเหมือนแต่ก่อน

การประยุกต์ใช้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงกับการรับมือโรคโควิด-19

ในกระบวนการดำเนินงาน กรมความร่วมมือฯ เน้นการทำงานแบบมีส่วนร่วม หรือ Inclusive Development ซึ่งฝ่ายไทยได้มีหารือ
กับหน่วยงาน ประเทศเพื่อนบ้านทั้งส่วนกลาง และส่วนภูมิภาคตามแนวชายแดนอย่างเป็นขั้นตอนเพื่อให้การให้ความร่วมมือ

สามารถตอบสนองความต้องการของประเทศเพื่อนบ้านและสอดคล้องกับความพร้อมของบุคลากรและระบบสาธารณะสุขของประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อให้เกิดประโยชน์ร่วมกัน ของทั้งสองฝ่ายและประเทศเพื่อนบ้านสามารถบริหารจัดการทั้งอุปกรณ์ทางการแพทย์และองค์ความรู้ที่ฝ่ายไทยได้ให้การสนับสนุนได้อย่างยั่งยืนที่สุด

การถ่ายทอดองค์ความรู้แนวทางในการบริหารจัดการโรค COVID-19 ในประเทศไทยนั้น ถือได้ว่าน้อมนำหลักปรัชญาของ
เศรษฐกิจพอเพียงที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้พระราชทานไว้ มาประยุกต์ใช้ในบริบทของการจัดการวิกฤตเฉพาะหน้าได้อย่างดี

กล่าวคือแนวทางในการดำเนินนโยบายการจัดการโรค COVID-19 นำแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศด้านการแพทย์และสาธารณสุขของไทยไปถ่ายทอด เพื่อพัฒนาศักยภาพของประเทศเพื่อนบ้าน โดยมุ่งเน้นการดำเนินงานที่ “ประหยัดเรียบง่าย ใช้ประโยชน์สูงสุด” เช่น การพัฒนาห้องปฏิบัติการเครือข่ายตรวจ SAR-CoV-2 ที่มีต้นทุนไม่มาก แต่มีประสิทธิภาพ และพอเพียงในการบริหารจัดการได้กระทั่ง

ในโรงพยาบาลที่ไม่ได้มีขนาดใหญ่ หรือพื้นที่มากนัก ห้องปฏิบัติการในลักษณะเดียวกันนั้นกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้ขยายการพัฒนาไปจนกระทั่งมีห้องปฏิบัติการเครือข่ายตรวจ SAR-CoV-2 มากกว่า 200 แห่งทั่วประเทศไทย นอกจากนี้ ยังมีแนวทางการปรับพื้นที่และห้องในโรงพยาบาลให้เป็นห้องแยกเดี่ยว

รวมถึง cohort ward การจัดตั้งโรงพยาบาลสนาม เป็นต้น นอกจากนี้ ยังส่งเสริมการมีส่วนร่วม ของภาคประชาสังคมและประชาชน
ผ่านพลังของอาสาสมัครสาธารณสุขหมู่บ้าน (อสม.) รวมถึงอาสาสมัครสาธารณสุขแรงงานข้ามชาติ

ซึ่ง model เหล่านี้ เป็นสิ่งที่ประเทศไทยพร้อมที่จะเผยแพร่องค์ความรู้และประสบการณ์กับประเทศต่าง ๆ เพื่อให้สามารถรับมือกับ
โรค COVID-19 และเตรียมความพร้อมสำหรับการรับมือโรคระบาดอื่น ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด